โครงถัก (Truss) หรือ โครงทรัส คือโครงสร้างซึ่งประกอบขึ้นโดยการยึดปลายทั้งสององค์อาคารเส้นตรงต่อกันเพื่อส่ง แรงผ่านระหว่างองค์อาคาร โดยอาจยึดติดกันโดยการเชื่อมหรือใช้สลักเกลียว โครงสร้างที่นิยมทำเป็น โครงถัก ได้แก่ สะพาน และ โครงหลังคา รูปทรงพื้นฐานของโครงถักจะเป็นรูปสามเหลี่ยม ประกอบด้วยองค์อาคารอย่างน้อย 3 ท่อน โดยยึดปลายต่อกันแบบจุดหมุนดังแสดงในรูป
โครงถัก รูปที่ (ก) ซึ่งจะเป็นรูปทรงที่มีเสถียรภาพต้านทานแรง ที่มากระทำให้เปลี่ยนรูปร่าง เมื่อเทียบกับรูปทรงอื่นในรูปที่ (ข) และ (ค)
การต้านทานแรง ของโครงถัก หรือ โครงหลังคาสำเร็จรูป แต่ละรูปทรง สำหรับโครงหลังคาที่มีช่วงความยาวมากขึ้นจะทำเป็นโครงถักซึ่งประกอบด้วย จันทัน (Top Chord), ขื่อ (Bottom Chord), ท่อนยึดดิ่ง (Vertical Member) และ ท่อนยึดทแยง (Diagonal Member) โดยจันทันจะทำหน้าที่รับแรงอัดเป็นหลัก ขื่อทำหน้าที่รับแรงดึง ส่วนท่อนยึดระหว่างขื่อ และจันทันอาจรับแรงอัดหรือแรงดึงแต่ไม่มาก เท่าจันทันและขื่อ ดังนั้นจึงมักมีขนาดเล็กกว่า
รูบแบบของโครงถัก
รูปแบบโครงถัก ที่มักนิยมนำมาใช้เป็นโครงหลังคาในประเทศไทยมีดังนี้ โครงถักแบบโฮว์ (Howe Truss) จันทันเอียงเป็นจั่วสองข้างเท่ากัน ขื่ออยู่ในแนวราบ มีท่อนยึดดิ่ง ระยะห่างเท่ากัน และมีท่อนยึดทแยงเอียงลงเข้าหากึ่งกลางช่วง โดยมีรูปร่างตามช่วงความยาวที่ เพิ่มขึ้นดังในรูป

โครงถักแบบโฮว์ยกระดับ มักนิยมในโครงหลังคาช่วงยาวเช่นในโรงงานหรือโกดังเก็บสินค้า

โครงถักคอร์ดเอียงขนาน ขื่อจะเอียงขนานกับจันทัน ทำให้มีช่องว่างความสูงมากขึ้น

โครงถักแบบเอียงต่างมุม (Dual Pitch) มักใช้เป็นหลังคาอาคารตึกแถว โดยเอียงชันทางด้านหน้า แล้วลาดเทลงยาวด้านหลัง

โครงถักแบบโค้ง (Curved Truss) นิยมมากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากมีการใช้แผ่นเหล็กรีดรอนมุง หลังคาซึ่งสามารถดัดโค้งได้




